PMC Technology
Articles

เครื่องวิเคราะห์น้ำนม Bentley: หลักการเบื้องหลังการวัดโปรตีนและ Somatic cell จากตัวอย่างเดียว

องค์ประกอบน้ำนมกับจำนวน Somatic cell เป็นตัวเลขสองชุดที่กำหนดทั้งราคารับซื้อและคุณภาพ แต่วัดด้วยหลักการคนละอย่างสิ้นเชิง บทความนี้อธิบายว่า FTIR กับ Flow cytometry ทำงานอย่างไร รุ่นป้อนมือกับรุ่นสายพานต่างกันตรงไหน และใช้กับผลิตภัณฑ์นมกลุ่มใดได้บ้าง

9 ส.ค. 2569 · 9 นาทีในการอ่าน
เครื่องวิเคราะห์น้ำนม Bentley: หลักการเบื้องหลังการวัดโปรตีนและ Somatic cell จากตัวอย่างเดียว
Bentley Instrumentsอุตสาหกรรมนมเครื่องมือห้องแล็บควบคุมคุณภาพ

ทุกครั้งที่น้ำนมดิบเข้าศูนย์รับ มีตัวเลขสองชุดที่ต้องรู้ให้ได้จากตัวอย่างเดียวกัน ชุดแรกคือองค์ประกอบ โดยเฉพาะไขมันกับโปรตีนที่ใช้กำหนดราคารับซื้อโดยตรง ชุดที่สองคือจำนวน Somatic cell ที่บอกว่าเต้านมของแม่โคอักเสบหรือไม่ ทั้งสองอย่างมาจากขวดเดียวกันก็จริง แต่วัดด้วยหลักการที่ต่างกันคนละเรื่องเลย

โปรตีนและไขมัน วัดด้วยอินฟราเรด

หลักการตั้งต้นง่ายกว่าที่คิด พันธะเคมีแต่ละชนิดสั่นที่ความถี่เฉพาะของตัวเอง และจะดูดกลืนแสงอินฟราเรดตรงความยาวคลื่นที่ตรงกับความถี่นั้น โปรตีนในน้ำนมมีพันธะเปปไทด์ที่ดูดกลืนในย่านหนึ่ง ไขมันมีพันธะเอสเทอร์และพันธะคาร์บอนกับไฮโดรเจนที่ดูดกลืนอีกย่าน ส่วนแลคโตสมีหมู่ไฮดรอกซิลที่ดูดกลืนอีกย่านหนึ่ง ยิงอินฟราเรดผ่านน้ำนมแล้วดูว่าความยาวคลื่นไหนหายไปมากน้อยแค่ไหน ก็ย้อนกลับไปหาปริมาณของแต่ละองค์ประกอบได้

ส่วนคำว่า FT หรือ Fourier Transform คือวิธีเก็บสเปกตรัม เครื่องรุ่นเก่ากวาดทีละความยาวคลื่นซึ่งช้า ส่วน FTIR วัดทุกความยาวคลื่นพร้อมกันในครั้งเดียวแล้วใช้ Fourier transform ถอดออกมาเป็นสเปกตรัมทีหลัง ได้ทั้งความเร็วและอัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวนที่ดีกว่า นี่คือเหตุผลที่เครื่องระดับนี้อ่านค่าได้หลายสิบพารามิเตอร์จากการยิงตัวอย่างครั้งเดียว

ไม่ใช้สารเคมี

การวิเคราะห์ด้วยอินฟราเรดเป็นการวัดทางกายภาพล้วน ไม่ต้องเติมสารเคมีใด ๆ ต้นทุนต่อตัวอย่างจึงต่ำและไม่มีของเสียจากการทดสอบให้ต้องกำจัด ต่างจากวิธีอ้างอิงทางเคมีอย่าง Kjeldahl สำหรับโปรตีนหรือ Gerber สำหรับไขมันที่ใช้สารเคมีและใช้เวลามากกว่าหลายเท่า

ในทางปฏิบัติ DairySpec FT ของ Bentley อ่านได้สูงสุดถึง 64 พารามิเตอร์จากตัวอย่างเดียว ตั้งแต่ไขมัน โปรตีน แลคโตส ของแข็งรวม ไปจนถึงยูเรีย เคซีน จุดเยือกแข็ง กรดไขมันอิสระ แลคโตเฟอร์ริน ค่า BHB สำหรับเฝ้าระวังภาวะคีโตซิส และโปรไฟล์กรดไขมันตั้งแต่ C4:0 ถึง C18:3

Somatic cell นับด้วย Flow cytometry

Somatic cell คือเซลล์ร่างกายที่หลุดมาอยู่ในน้ำนม ส่วนใหญ่เป็นเม็ดเลือดขาวที่ร่างกายส่งมาสู้กับการติดเชื้อ บวกกับเซลล์เยื่อบุเต้านมที่หลุดลอกตามปกติ ยิ่งเต้านมอักเสบมาก เม็ดเลือดขาวยิ่งเยอะ ค่า SCC จึงเป็นตัวชี้วัดสุขภาพเต้านมที่ใช้กันทั่วโลก

ตรงนี้อินฟราเรดช่วยไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ต้องการรู้ว่ามีสารอะไรอยู่เท่าไร แต่ต้องการนับว่ามีเซลล์กี่ตัว วิธีที่ใช้คือ Flow cytometry เริ่มจากผสมน้ำนมกับบัฟเฟอร์ที่ทำให้ตัวอย่างใสขึ้นและเปิดผนังเซลล์ พร้อมสีย้อมเรืองแสงที่เข้าไปจับกับ DNA และ RNA ภายในเซลล์ จากนั้นรีดของเหลวให้ไหลผ่านช่องแคบจนเซลล์เรียงเป็นแถวเดี่ยว แล้วยิงเลเซอร์เข้าไป

ทุกครั้งที่เซลล์หนึ่งตัวผ่านลำเลเซอร์ สีย้อมที่เกาะ DNA อยู่จะเปล่งแสง Fluorescence ออกมาหนึ่งพัลส์ ตัวตรวจจับแบบ Photomultiplier รับพัลส์นั้นแล้วบันทึกทั้งความเข้มและความกว้างของพัลส์ นับพัลส์ได้กี่ครั้งก็คือมีเซลล์กี่ตัว เหตุผลที่ต้องย้อม DNA โดยเฉพาะก็เพราะจะได้นับเฉพาะสิ่งที่มีนิวเคลียสจริง ๆ เม็ดไขมันหรืออนุภาคโปรตีนที่ลอยอยู่ในนมด้วยกันจะไม่ถูกนับปนเข้ามา

หัวข้อวัดองค์ประกอบ (โปรตีน ไขมัน)นับ Somatic cell
หลักการFTIR — การดูดกลืนแสงอินฟราเรดFlow cytometry — นับพัลส์ Fluorescence
สิ่งที่ได้ปริมาณของแต่ละองค์ประกอบจำนวนเซลล์ต่อมิลลิลิตร
สารเคมีไม่ต้องใช้ต้องใช้บัฟเฟอร์และสีย้อมเรืองแสง
มาตรฐานอ้างอิงISO 9622ISO 13366 / IDF 148A
สองการวัดที่มาจากขวดเดียวกัน แต่คนละหลักการ

ทำไมสองหลักการนี้ถึงรวมอยู่ในเครื่องเดียวได้

DairySpec Combi คือการเอาโมดูล DairySpec FT กับ SomaCount FC มาไว้ในตัวถังเดียวกัน ดูดตัวอย่างครั้งเดียวแล้วแบ่งไปเข้าสองโมดูล ได้ทั้งองค์ประกอบและค่า SCC จากขวดเดียว การรวมแบบนี้ตัดงานที่น่าเบื่อที่สุดในแล็บนมออกไป คือการต้องแบ่งตัวอย่าง ติดฉลากสองชุด แล้วเดินไปเข้าคิวเครื่องที่สอง ซึ่งเป็นจุดที่ตัวอย่างสลับกันได้ง่ายที่สุด

รุ่นป้อนมือกับรุ่นสายพาน ต่างกันตรงไหน

ข้อสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ทั้งสองแบบวัดด้วยหลักการเดียวกันและให้ความแม่นยำระดับเดียวกัน สิ่งที่ต่างกันคือวิธีที่ตัวอย่างเดินทางเข้าเครื่อง ไม่ใช่คุณภาพของผลลัพธ์

หัวข้อรุ่นป้อนมือ (Semi-automatic)รุ่นสายพาน (Autosampler)
การป้อนตัวอย่างคนยกขวดมาจ่อหัวดูดทีละตัวอย่างวางแร็คบนสายพาน เครื่องลำเลียงและดูดเอง
อัตราการวิเคราะห์ต่ำกว่า 1 นาทีต่อตัวอย่าง โดยรวมขึ้นกับความเร็วของคนเลือกได้ 100 / 150 / 200 / 250 / 300 ตัวอย่างต่อชั่วโมง
คนประจำเครื่องต้องมีคนยืนป้อนตลอดเวลาที่เครื่องเดินตั้งแร็คแล้วปล่อยเครื่องเดิน คนไปทำงานอื่นได้
การระบุตัวอย่างคนคุมลำดับและคีย์รหัสเองอ่านรหัสขวดอัตโนมัติตามลำดับบนสายพาน
ความเสี่ยงสลับตัวอย่างสูงขึ้นตามจำนวนตัวอย่างและความล้าของคนต่ำ เพราะลำดับถูกล็อกไว้ตั้งแต่วางแร็ค
เหมาะกับฟาร์มใหญ่ โรงงานแปรรูปขนาดเล็ก งานตรวจเป็นครั้งคราว หรืองานวิจัยศูนย์รับน้ำนม สหกรณ์ แล็บกลาง และโปรแกรม DHI

แล้วควรเลือกแบบไหน

ตัวตัดสินจริง ๆ มีสองอย่างคือจำนวนตัวอย่างต่อวันและจำนวนคนที่มี ถ้าวันหนึ่งมีตัวอย่างไม่กี่สิบขวด รุ่นป้อนมือคุ้มกว่าชัดเจน เพราะได้ผลแม่นยำเท่ากันในราคาที่ต่ำกว่ามาก แต่ถ้าตัวอย่างขึ้นหลักร้อยทุกวันและต้องเสร็จภายในกะเดียว รุ่นสายพานจะคืนทุนจากสองทาง ทางแรกคือค่าแรงคนที่ไม่ต้องยืนป้อนทั้งวัน ทางที่สองคือความผิดพลาดจากการสลับตัวอย่างที่หายไป ซึ่งในงานรับซื้อน้ำนมความผิดพลาดหนึ่งครั้งหมายถึงการจ่ายเงินผิดให้เกษตรกร

อย่ามองข้ามขั้นเตรียมตัวอย่าง

ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ความแม่นยำขึ้นกับการเตรียมตัวอย่างพอ ๆ กับตัวเครื่อง น้ำนมที่ตั้งทิ้งไว้จะแยกชั้นไขมันขึ้นด้านบน ถ้าดูดไปวัดทั้งอย่างนั้นค่าไขมันจะเพี้ยนทันที ตัวอย่างต้องถูกปรับอุณหภูมิและเขย่าให้เข้ากันอย่างสม่ำเสมอก่อนวัดทุกครั้ง ในสายการทำงานที่ใช้สายพานจึงมักมีชุดเตรียมตัวอย่างอย่าง Agiflex ต่อพ่วงไว้เพื่อให้ทุกขวดผ่านการเขย่าแบบเดียวกัน ไม่ใช่ขึ้นกับว่าคนไหนเขย่าแรงแค่ไหน

ใช้กับผลิตภัณฑ์กลุ่มไหนได้บ้าง

  • น้ำนมดิบจากโค แพะ แกะ และควาย — งานหลักของเครื่องกลุ่มนี้ ใช้ทั้งการรับซื้อ จัดเกรด และติดตามสุขภาพฝูง
  • ครีมและเวย์ — ตรวจองค์ประกอบระหว่างและหลังกระบวนการแยก เพื่อคุมผลได้และคุณภาพของสายการผลิต
  • นมน้ำเหลือง (Colostrum) — ตรวจคุณภาพก่อนนำไปเลี้ยงลูกโค ซึ่งมีผลโดยตรงต่ออัตรารอด
  • Permeate และ Retentate — ตรวจสายการกรองด้วยเมมเบรนว่าแยกได้ตามที่ตั้งไว้หรือไม่
  • โยเกิร์ตและไอศกรีม — ตรวจองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเพื่อยืนยันสูตรและฉลากโภชนาการ

แต่ละกลุ่มต้องมี Calibration ของตัวเอง

ข้อนี้มักถูกเข้าใจผิด เครื่อง FTIR ไม่ได้อ่านค่าตรง ๆ จากสเปกตรัม แต่ใช้แบบจำลองทางสถิติที่สร้างจากตัวอย่างที่รู้ค่าจริงแล้ว แบบจำลองที่สร้างจากนมโคจึงใช้กับเวยหรือไอศกรีมไม่ได้ เพราะ Matrix ต่างกันเกินไป ถ้าจะขยายไปวัดผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ ต้องคุยเรื่อง Calibration สำหรับกลุ่มนั้นไว้ตั้งแต่ตอนเลือกเครื่อง

สรุปเป็นแนวทางเลือก

  • ศูนย์รับน้ำนมและสหกรณ์ที่ต้องออกผลรายวันจำนวนมาก — DairySpec Combi พร้อมสายพาน เลือกระดับความเร็วตามจำนวนตัวอย่างจริงต่อกะ
  • ฟาร์มขนาดใหญ่หรือโรงงานแปรรูปที่ตรวจวันละไม่กี่สิบตัวอย่าง — รุ่นป้อนมือให้ความแม่นยำเท่ากันในงบที่ต่ำกว่ามาก
  • งานที่ต้องการเฉพาะองค์ประกอบ ไม่ต้องการ SCC — DairySpec FT อย่างเดียวพอ และเพิ่ม SomaCount ทีหลังได้
  • งานที่เน้นสุขอนามัยและการปนเปื้อน ณ จุดรับ — พิจารณา BactoCount สำหรับนับแบคทีเรียควบคู่ไปด้วย

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มที่รุ่นไหน ตัวเลขที่ควรเตรียมไว้คุยมีไม่กี่อย่าง จำนวนตัวอย่างต่อวัน ช่วงเวลาที่ต้องออกผลให้ได้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ต้องวัด และมาตรฐานที่ต้องอ้างอิงในรายงาน ทีม PMC ช่วยประกอบสเปกจากตรงนี้ได้