PMC Technology
Articles

ทดสอบตู้ชาร์จรถไฟฟ้าให้ครบ: ต้องวัดอะไรบ้าง และใช้เครื่องมือตัวไหน

ตู้ชาร์จที่ติดตั้งเสร็จแล้วไม่ได้แปลว่าใช้งานได้จริง งานทดสอบมีสามด้านคือความปลอดภัย การสื่อสาร และกำลังจ่าย บทความนี้อธิบายว่าตู้ AC กับ DC ต่างกันตรงไหน ต้องวัดอะไรบ้าง และเลือกเครื่องมือ Fluke ตัวไหนให้ตรงงาน

8 ส.ค. 2569 · 10 นาทีในการอ่าน
ทดสอบตู้ชาร์จรถไฟฟ้าให้ครบ: ต้องวัดอะไรบ้าง และใช้เครื่องมือตัวไหน
Flukeสถานีชาร์จ EVเครื่องมือวัดความปลอดภัยทางไฟฟ้า

ตู้ชาร์จรถไฟฟ้าผุดขึ้นเร็วมากทั้งในห้างและตามโรงงาน แต่ติดตั้งเสร็จกับใช้งานได้จริงเป็นคนละเรื่องกัน Fluke อ้างงานวิจัยของ Harvard Business School ว่าตู้ชาร์จ DC แบบเร็วในสหรัฐฯ ราวหนึ่งในห้าใช้งานไม่ได้ ณ เวลาที่มีคนไปใช้ ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตัวตู้พังทั้งตู้ แต่อยู่ที่จุดเล็ก ๆ ที่ไม่เคยถูกตรวจตั้งแต่วันติดตั้ง

ตู้ AC กับตู้ DC ทดสอบไม่เหมือนกัน

ความต่างที่สำคัญที่สุดคือ ตัวแปลงไฟอยู่ที่ไหน ตู้ AC ส่งไฟสลับเข้าไปให้เครื่องชาร์จในตัวรถแปลงเอง ตัวตู้จึงทำหน้าที่เหมือนเต้ารับอัจฉริยะที่คุยกับรถแล้วปล่อยไฟ ส่วนตู้ DC แบบเร็วแปลงไฟเป็นกระแสตรงในตัวตู้แล้วยิงเข้าแบตเตอรี่โดยตรง งานทดสอบจึงหนักกว่ามาก

ประเด็นตู้ ACตู้ DC แบบเร็ว
ตัวแปลงไฟอยู่ในรถอยู่ในตู้
โหมดตาม IEC 61851Mode 3Mode 4
หัวชาร์จที่พบในไทยType 2CCS2
การสื่อสารสัญญาณ CP / PP แบบ PWMISO 15118, DIN SPEC 70121
กำลังจ่ายทั่วไป7–22 kW50–350 kW
ตู้ AC กับ DC ต่างกันตั้งแต่โครงสร้างไปจนถึงวิธีคุยกับรถ

สามด้านที่ต้องทดสอบ

  • ความปลอดภัยทางไฟฟ้า — สายดินต่อถูกและมีความต่อเนื่องจริง ความเป็นฉนวนของสายและตัวตู้ยังดี อุปกรณ์ตัดไฟรั่วทำงานภายในเวลาที่กำหนด ข้อนี้คือข้อที่ทำให้คนบาดเจ็บถ้าพลาด
  • การสื่อสาร — ตู้กับรถต้องเจรจากันสำเร็จก่อนจ่ายไฟ ถ้าสัญญาณ Control Pilot ผิดเพี้ยนหรือโปรโตคอลคุยกันไม่รู้เรื่อง ตู้จะไม่ยอมจ่ายไฟเลยแม้ทุกอย่างด้านไฟฟ้าจะปกติดี
  • สมรรถนะการจ่ายไฟ — แรงดันและกระแสที่จ่ายจริงตรงกับที่ตู้ประกาศไว้ไหม จ่ายได้นิ่งตลอดหรือตกกลางคัน ตู้ที่ชาร์จได้แต่ช้ากว่าที่โฆษณาก็นับว่ามีปัญหา

ปัญหาคลาสสิก: ต้องขับรถ EV ไปทดสอบด้วยไหม

ตู้ชาร์จจะไม่จ่ายไฟจนกว่าจะมีรถมาเสียบและเจรจากันสำเร็จ ช่างจึงเจอทางตันตั้งแต่ต้น จะทดสอบการจ่ายไฟก็ต้องมีรถ จะเอารถของลูกค้ามาเสี่ยงก็ไม่ได้ จะซื้อรถไว้ประจำทีมก็ไม่คุ้ม แล้วถ้าตู้มีปัญหาจริงขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบแบตเตอรี่คันนั้น

ตรงนี้แหละที่เครื่องมือกลุ่ม EVSE tester เข้ามาแก้ หลักการคือทำตัวเป็นรถ EV ปลอม ๆ ให้ตู้เชื่อว่ากำลังคุยกับรถจริง ตู้จึงเดินขั้นตอนเจรจาและจ่ายไฟออกมาตามปกติ แล้วเครื่องมือก็วัดสิ่งที่ออกมาแทนที่จะให้แบตเตอรี่รับ

เลือกเครื่องมือตามชนิดตู้

รุ่นใช้กับจุดเด่น
FEV100ตู้ AC ระดับ 1 และ 2อะแดปเตอร์จำลองรถ ใช้คู่กับมัลติมิเตอร์หรือสโคปที่มีอยู่แล้ว จำลองสถานะ CP ได้ครบ A ถึง D ตรวจสายดินและทดสอบการตัดวงจรของ GFCI
FEV150ตู้ ACรวมการทดสอบความปลอดภัยและสมรรถนะไว้ในเครื่องเดียว ไม่ต้องหิ้วมิเตอร์แยก ทดสอบเสร็จบันทึกผลได้ในตัว
FEV500ตู้ DC แบบเร็วจำลองรถผ่านหัว CCS ชาร์จจริงได้ถึง 2.4 kW รวมมัลติมิเตอร์ เครื่องวัดฉนวน และออสซิลโลสโคปในเครื่องเดียว กด Autotest ปุ่มเดียวอ่านผลผ่านหรือไม่ผ่าน

เช็กหัวชาร์จก่อนสั่งของ

ตู้ AC ในไทยส่วนใหญ่ใช้หัว Type 2 ขณะที่อุปกรณ์ฝั่งอเมริกาเหนือหลายรุ่นมาเป็นหัว Type 1 (SAE J1772) หรือหัวแบบ Tesla ก่อนสั่งซื้อควรยืนยันว่ารุ่นที่จะได้รองรับหัวที่หน้างานใช้จริง ส่วนฝั่ง DC หัว CCS2 คือมาตรฐานที่ใช้ในไทย

เหมาะกับใคร และใช้ในงานบริการแบบไหน

เครื่องมือกลุ่มนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับช่างไฟทั่วไปทุกคน แต่มีไว้สำหรับคนที่ต้องรับผิดชอบว่าตู้ชาร์จตัวนั้นใช้งานได้จริงหรือไม่ ซึ่งมีอยู่หลายกลุ่มและแต่ละกลุ่มใช้ในจังหวะที่ต่างกัน

กลุ่มผู้ใช้ใช้ตอนไหนรุ่นที่เข้าคู่
ผู้รับเหมางานไฟฟ้าและผู้ติดตั้งตู้ชาร์จตรวจรับงานตอนติดตั้งเสร็จก่อนส่งมอบ ยืนยันว่าสายดิน ฉนวน และการตัดไฟรั่วทำงานครบFEV100 หรือ FEV150 สำหรับตู้ AC, FEV500 สำหรับตู้ DC
ผู้ให้บริการเครือข่ายสถานีชาร์จเดินรอบบำรุงรักษาตามกำหนด และวิ่งเข้าไปแก้เมื่อตู้จ่ายไฟไม่ออก ต้องรักษาเวลาพร้อมใช้งานตามสัญญาFEV500 พร้อมการบันทึกผลอัตโนมัติ
เจ้าของฟลีตรถไฟฟ้า เช่น รถบัสและรถขนส่งตรวจตู้ชาร์จในศูนย์ซ่อมบำรุงให้พร้อมก่อนเข้ากะ เพราะรถทั้งฟลีตต้องออกวิ่งพร้อมกันตอนเช้าFEV150 สำหรับ AC, FEV500 สำหรับหัวจ่ายเร็ว
ทีมอาคาร ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และโรงงานดูแลตู้ชาร์จที่ติดตั้งไว้ให้ลูกค้าหรือพนักงานใช้ ตรวจเป็นระยะและก่อนหมดประกันFEV100 ใช้คู่กับมัลติมิเตอร์ที่มีอยู่แล้ว
ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายตู้ชาร์จตรวจคุณภาพก่อนส่งมอบ และตรวจรับสินค้าเข้าคลังว่าตรงตามที่ประกาศไว้FEV500
ผู้ตรวจสอบอิสระและงานตรวจความปลอดภัยออกรายงานให้บุคคลที่สาม ต้องมีหลักฐานการวัดที่อ้างอิงมาตรฐานได้FEV500 ร่วมกับซอฟต์แวร์ TruTest

ถ้ามองในมุมของงานบริการ เครื่องมือชุดนี้เข้าไปอยู่ในห้าจังหวะ ได้แก่ ตรวจรับงานติดตั้งก่อนส่งมอบ บำรุงรักษาตามรอบ แก้ปัญหาเมื่อตู้ใช้งานไม่ได้ ตรวจก่อนหมดประกันเพื่อเคลมได้ทัน และตรวจซ้ำหลังซ่อมเพื่อยืนยันว่าปิดงานจริง สามจังหวะแรกคือรายได้ประจำของผู้รับเหมาและผู้ให้บริการ ส่วนสองจังหวะหลังคือสิ่งที่ทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีก

เครื่องมือที่ควรมีติดกระเป๋าเพิ่ม

EVSE tester ตอบเรื่องการเจรจาและการจ่ายไฟ แต่งานหน้าตู้ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องใช้เครื่องมือพื้นฐาน

  • มัลติมิเตอร์ True-RMS อย่าง Fluke 87V สำหรับไล่วัดแรงดันและกระแสในตู้ ระดับความปลอดภัย CAT III 1000 V และ CAT IV 600 V ครอบคลุมงานฝั่งไฟเข้า
  • เครื่องวัดความเป็นฉนวนอย่าง Fluke 1587 FC ทดสอบฉนวนของสายชาร์จและตัวตู้ที่แรงดันทดสอบสูงสุด 1000 V แล้ววัดค่าต่อด้วยมัลติมิเตอร์ในเครื่องเดียวกันได้เลย
  • กล้องถ่ายภาพความร้อนอย่าง Ti401 PRO หรือ TiS20+ ส่องหาจุดต่อที่ร้อนผิดปกติในตู้ขณะจ่ายไฟ จุดขันไม่แน่นจะโผล่เป็นจุดร้อนก่อนที่มันจะไหม้
  • เครื่องทดสอบไฟฟ้าอย่าง T6-1000 PRO ที่วัดแรงดันได้โดยไม่ต้องเอาสายวัดไปแตะตัวนำ ลดการเปิดฝาและลดการสัมผัสไฟในงานตรวจประจำ

ทดสอบแล้วต้องเก็บหลักฐานด้วย

งานตรวจตู้ชาร์จมักผูกกับสัญญาบำรุงรักษาและการรับประกัน ถ้าวัดแล้วแต่ไม่มีบันทึก เวลามีข้อพิพาทก็เท่ากับไม่ได้วัด เครื่องรุ่นใหม่อย่าง FEV500 จึงเก็บผลอัตโนมัติและส่งออกเป็นรายงานผ่านซอฟต์แวร์ TruTest ได้ ทำให้ทีมมีชุดข้อมูลย้อนหลังไว้เทียบว่าตู้ตัวไหนเสื่อมลงตามเวลา

สรุปให้ใช้งานได้จริง

ถ้าดูแลตู้ AC เป็นหลัก เริ่มจาก FEV100 คู่กับมัลติมิเตอร์ที่มีอยู่แล้วก็พอ ถ้าอยากลดของที่ต้องหิ้วก็ขยับไป FEV150 แต่ถ้ารับงานตู้ DC แบบเร็วด้วย FEV500 คือตัวที่ตอบโจทย์ เพราะรวมสามเครื่องมือไว้ในกล่องเดียวและทดสอบได้โดยไม่ต้องมีรถ ที่เหลือคือเครื่องมือพื้นฐานที่ช่างไฟมีอยู่แล้ว